ปวดต้นคอ ร้าวลงสะบัก ลงไหล่ ชาปลายนิ้ว "หมอนรองกระดูกคอเสื่อม" ที่หลายคนไม่รู้ตัว

 



ปวดต้นคอเรื้อรัง บางทีปวดร้าวลงสะบัก ลงไหล่ ลงแขน แถมยังมีอาการชาปลายนิ้ว...

หลายคนคิดว่า "แค่เมื่อย เดี๋ยวก็หาย" แต่ถ้าอาการแบบนี้ติดอยู่หลายสัปดาห์ และเริ่มรบกวนการนอน การทำงาน การขับรถ ระวังครับ นี่อาจไม่ใช่อาการปวดคอธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่า "หมอนรองกระดูกคอ" กำลังกดทับเส้นประสาทอยู่

หลายเคสที่หมอเจอในคลินิก คนไข้คิดว่าเป็นแค่ปวดบ่า ปวดสะบัก ปวดไหล่ ไปนวด ไปทำกายภาพ ก็ดีขึ้นชั่วคราว แล้วกลับมาเป็นซ้ำ บางคนถึงขั้นชาจนหยิบของไม่ถนัด แล้วก็ยังไม่รู้ว่าต้นเหตุจริง ๆ อยู่ที่ "ต้นคอ" ไม่ใช่ที่ไหล่ที่สะบัก

อาการแบบไหนที่บอกว่าเส้นประสาทกำลังถูกกดทับ ตรวจอะไรถึงจะรู้แน่ และที่สำคัญที่สุด...ส่วนใหญ่ต้องผ่าตัดไหม คำตอบอาจไม่เป็นอย่างที่หลายคนกลัว

หมอเก่งสรุปทุกอย่างให้ในบทความนี้ครับ อ่านจบแล้วจะรู้ทันทีว่าอาการของคุณ "อันตราย" หรือ "ยังไหว" และควรดูแลตัวเองอย่างไรก่อนไปพบแพทย์

―――――――――――――――――――――――

ปวดต้นคอ ร้าวลงสะบัก ลงไหล่ ชาปลายนิ้ว "หมอนรองกระดูกคอเสื่อม" ที่หลายคนไม่รู้ตัว

―――――――――――――――――――――――

"คุณสมชาย" อายุ 48 ปี เคสที่หลายคนน่าจะคุ้น

คุณสมชายเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำงานหน้าจอวันละ 9-10 ชั่วโมง เริ่มปวดต้นคอมาประมาณ 3 เดือน ตอนแรกคิดว่าเป็นแค่อาการเมื่อย พักก็หาย แต่หลังจากนั้น 2 เดือน อาการเริ่มเปลี่ยน ปวดต้นคอข้างขวา ร้าวลงสะบัก ลงไหล่ จนถึงต้นแขน บางครั้งเหมือนไฟฟ้าช็อตจากคอลงไปถึงนิ้วโป้งและนิ้วชี้

ที่ทำให้คุณสมชายตัดสินใจมาพบหมอ คือ ตอนกลางคืนปวดจนนอนไม่ได้ ต้องลุกนั่ง และเริ่มชาที่ปลายนิ้วโป้ง หยิบถ้วยกาแฟแล้วรู้สึกแปลก ๆ เหมือนนิ้วไม่ค่อยมีแรง

นี่คือภาพคลาสสิกของ "หมอนรองกระดูกคอเสื่อมและกดทับเส้นประสาท" หรือที่แพทย์เรียกว่า Cervical Radiculopathy ครับ

หมอนรองกระดูกคอเสื่อม คืออะไร เข้าใจแบบง่าย ๆ

ลองนึกภาพ "ไส้แซนด์วิช" ที่อยู่ระหว่างแผ่นขนมปัง 2 แผ่น หมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างกระดูกคอแต่ละข้อก็ทำหน้าที่คล้ายไส้แซนด์วิช คือเป็นตัวรองรับแรงกระแทกและช่วยให้คอเคลื่อนไหวได้นุ่มนวล

เมื่ออายุมากขึ้น หรือใช้คอผิดท่าซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หมอนรองกระดูกจะค่อย ๆ "แห้ง" และเสื่อมสภาพ เหมือนยางที่แข็งและแตกตามอายุ บางครั้งเนื้อในของหมอนรองกระดูกอาจปลิ้นออกมา หรือมีกระดูกงอก (osteophyte) เกิดขึ้น แล้วไปกดทับเส้นประสาทที่ออกมาจากไขสันหลังบริเวณคอ

เส้นประสาทแต่ละเส้นจะวิ่งไปเลี้ยงบริเวณที่แตกต่างกันของไหล่ แขน และมือ ดังนั้นเมื่อเส้นไหนถูกกด ก็จะปวด ชา หรืออ่อนแรงตามทางเดินของเส้นนั้น

โรคนี้พบบ่อยแค่ไหน [1,2]

โรคหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท พบบ่อยกว่าที่หลายคนคิด งานวิจัยพบว่ามีอุบัติการณ์ประมาณ 83 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี และพบมากที่สุดในช่วงอายุ 50-54 ปี โดยผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย

ที่น่าสนใจคือ ในยุคที่ทุกคนก้มเล่นมือถือและทำงานหน้าจอนานขึ้น โรคนี้เริ่มพบในคนอายุน้อยลงเรื่อย ๆ บางคนเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 30 ต้น ๆ

สาเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกคอเสื่อมและกดทับเส้นประสาท

สาเหตุหลักมีอยู่ 2 กลุ่ม

[1] กลุ่มที่เสื่อมตามอายุ ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติ หมอนรองกระดูกเริ่มสูญเสียน้ำ ลดความสูง กระดูกข้างเคียงสร้างกระดูกงอกขึ้นมาเพื่อรับน้ำหนัก ทำให้รูที่เส้นประสาทเดินผ่านแคบลง

[2] กลุ่มที่หมอนรองกระดูกปลิ้นเฉียบพลัน มักเกิดจากการบาดเจ็บ ยกของหนัก สะบัดคอแรง ๆ หรือใช้คอผิดท่าเป็นเวลานาน

ทั้งสองกลุ่มทำให้เกิดผลเหมือนกัน คือ เส้นประสาทถูกกดและเกิดการอักเสบ

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

• อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะหลัง 40 ปี

• ก้มหน้าจอ มือถือ คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า "Tech Neck"

• อาชีพที่ต้องใช้คอซ้ำ ๆ เช่น ทันตแพทย์ ช่างเครื่อง คนทำงานก้ม ๆ เงย ๆ

• สูบบุหรี่ ทำให้หมอนรองกระดูกขาดเลือดและเสื่อมเร็ว

• เคยมีประวัติบาดเจ็บที่คอ เช่น อุบัติเหตุรถยนต์ การสะบัดคอ

อาการที่ต้องสงสัยว่ากำลังเป็นโรคนี้ [2,3]

อาการเด่นที่บ่งชี้ว่าเส้นประสาทถูกกด มีลักษณะเฉพาะคือ "ปวดร้าว" ตามแนวเส้นประสาท ไม่ใช่ปวดเฉพาะที่

• ปวดต้นคอ ร้าวลงสะบัก ลงไหล่ ลงต้นแขน ลงปลายแขน หรือลงไปถึงนิ้วมือ

• ชาหรือยิบ ๆ ที่นิ้ว ขึ้นอยู่กับว่าเส้นไหนถูกกด นิ้วโป้งและนิ้วชี้ มักเป็นเส้น C6 นิ้วกลางมักเป็นเส้น C7 นิ้วก้อยและนิ้วนางมักเป็นเส้น C8

• อาการแย่ลงเมื่อเงยคอ หันคอ หรือก้มเงยซ้ำ ๆ

• อาการดีขึ้นเมื่อยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ (shoulder abduction relief sign)

• บางคนมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น หยิบของลำบาก เปิดขวดยาก หรือเขียนหนังสือไม่ถนัด

• อาการมักเป็นข้างเดียว ไม่ได้เป็นทั้งสองข้าง

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

• มีอาการอ่อนแรงชัดเจน เช่น ยกแขนไม่ได้ กำมือไม่แน่น

• ชาที่ขา ทั้งสองข้าง ร่วมกับอาการที่คอ

• เดินเซ ทรงตัวไม่ดี ปัสสาวะ-อุจจาระผิดปกติ

• มีไข้ น้ำหนักลดผิดปกติ ร่วมกับปวดคอ

การตรวจวินิจฉัย ทำอะไรบ้าง [1]

[1] การซักประวัติและตรวจร่างกาย เป็นหัวใจของการวินิจฉัย แพทย์จะถามลักษณะอาการ ตำแหน่งที่ปวดร้าว ปัจจัยที่ทำให้แย่ลงหรือดีขึ้น และตรวจกำลังกล้ามเนื้อ การรับรู้ความรู้สึก และ reflexes

[2] Spurling test คือการกดศีรษะลงในท่าเอียงและเงยคอเล็กน้อย ถ้าเป็นโรคนี้จริง อาการปวดร้าวจะเด่นชัดขึ้นทันที

[3] X-ray กระดูกคอ ดูการเรียงตัวของกระดูก ช่องว่างระหว่างข้อ และกระดูกงอก

[4] MRI กระดูกคอ เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุด เห็นทั้งหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อนได้ชัดเจน เหมาะกับคนที่อาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาเบื้องต้น หรือมีสัญญาณอันตราย

[5] Electromyography (EMG) ใช้ในกรณีที่ต้องแยกโรคออกจากภาวะอื่น เช่น carpal tunnel syndrome หรือ peripheral neuropathy

แนวทางการรักษา ส่วนใหญ่ "ไม่ต้องผ่าตัด" [3,5]

ข่าวดีที่อยากบอกคนไข้ทุกคนคือ งานวิจัยพบว่า "75-90% ของคนไข้" จะดีขึ้นเองหรือดีขึ้นด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เพียงแต่ต้องอดทนและทำตามแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนการรักษาเรียงตามความรุนแรง

[1] ปรับพฤติกรรมและท่าทาง ปรับท่านั่ง ปรับระดับหน้าจอให้อยู่ระดับสายตา หลีกเลี่ยงการก้มมือถือเป็นเวลานาน นอนหมอนที่เหมาะกับสรีระคอ พักสายตาและคอทุก 30-45 นาทีระหว่างทำงาน

[2] กายภาพบำบัดและการออกกำลังกาย [4]

งานวิจัย meta-analysis ที่รวบรวม RCT หลายสิบเรื่อง พบว่าการออกกำลังกายช่วยลดอาการปวดและเพิ่มการทำงานของคออย่างมีนัยสำคัญ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอ การฝึกกล้ามเนื้อต้นคอชั้นลึก และการดึงคอ (cervical traction) มักช่วยได้ดี ควรทำภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัด

[3] ยา ใช้เพื่อบรรเทาอาการในระยะสั้น เช่น ยาต้านอักเสบ NSAIDs ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดเส้นประสาท เช่น gabapentin หรือ pregabalin ในกรณีที่อาการชาเด่น ยาทุกชนิดต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

[4] Ultrasound-guided cervical nerve root block หรือการฉีดยาลดอักเสบเข้าตำแหน่งเส้นประสาทที่ถูกกด ภายใต้การนำทางด้วย ultrasound เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับคนไข้ที่อาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาเบื้องต้น 6-8 สัปดาห์ ช่วยลดปวด ลดอักเสบของเส้นประสาท และซื้อเวลาให้ร่างกายค่อย ๆ ฟื้นตัว

[5] ผ่าตัด เก็บไว้สำหรับ "กรณีจำเป็น" เท่านั้น คือ มีอาการอ่อนแรงชัดเจนและกำลังแย่ลง มีสัญญาณกดไขสันหลัง (myelopathy) หรือรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่ 6-12 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น

พยากรณ์โรค หายไหม นานแค่ไหน

ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 6-12 สัปดาห์ และค่อย ๆ ดีขึ้นต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนแรก แต่บางคนอาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ในช่วง 1-2 ปี โดยเฉพาะถ้ายังไม่ปรับพฤติกรรม

มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ถ้ายังคงใช้คอผิดท่า ก้มหน้าจอนาน หรือไม่ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อคอ

ภาวะแทรกซ้อนถ้าปล่อยทิ้งไว้

• อาการอ่อนแรงถาวรของแขนและมือ

• ในรายที่กดทับมาก อาจกดไขสันหลังจนเดินเซ ทรงตัวไม่ดี (cervical myelopathy)

• อาการปวดเรื้อรังที่ทำลายคุณภาพชีวิต การนอน การทำงาน

• ภาวะซึมเศร้าจากปวดเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษา

วิธีป้องกัน

• ปรับท่าทางการทำงาน ตั้งจอคอมพิวเตอร์ในระดับสายตา ไม่ก้มมองมือถือนานเกิน 20 นาที

• ออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอและสะบักสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

• เลือกหมอนที่รองรับสรีระคอ ไม่สูงหรือต่ำเกินไป

• หลีกเลี่ยงการสะบัดคอแรง ๆ การยกของหนักผิดท่า

• เลิกสูบบุหรี่ เพราะทำให้หมอนรองกระดูกขาดเลือดและเสื่อมเร็ว

คำถามที่คนถามบ่อย

ถาม ปวดคอ ปวดบ่า ปวดสะบัก ทุกอย่างคือโรคนี้หรือเปล่า ตอบ ไม่ใช่ทุกคนครับ ถ้าปวดเฉพาะที่ ไม่ร้าวลงแขน ไม่ชา ไม่อ่อนแรง อาจเป็นแค่ปวดกล้ามเนื้อ (myofascial pain) ซึ่งดีขึ้นได้ด้วยการพักและกายภาพบำบัด แต่ถ้ามีอาการร้าวลงแขน ชา หรืออ่อนแรง ต้องสงสัยโรคหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท

ถาม นวดได้ไหม ตอบ นวดแบบผ่อนคลายเบา ๆ ทำได้ครับ แต่ไม่ควรนวดแรง ๆ ดัด สะบัด หรือบีบกระดูกคอ เพราะอาจทำให้เส้นประสาทถูกกดมากขึ้น ถ้าจะนวด ควรเลือกนักกายภาพบำบัดหรือนักนวดที่มีความรู้ด้านนี้

ถาม การฉีดยาเข้าเส้นประสาทมีอันตรายไหม ตอบ การฉีด ultrasound-guided cervical nerve root block ในมือแพทย์ที่มีประสบการณ์ ถือว่าปลอดภัย เพราะมองเห็นเส้นประสาทและหลอดเลือดสำคัญตลอดเวลา และใช้ยาในปริมาณน้อย หลังฉีดอาการมักดีขึ้นภายใน 1-3 วัน

ถาม ต้องผ่าตัดไหม ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ มีเพียงประมาณ 10-25% เท่านั้นที่ต้องผ่าตัด โดยมักเป็นกรณีที่อาการอ่อนแรงรุนแรง มีสัญญาณกดไขสันหลัง หรือรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้น

ถาม กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม ตอบ ได้ครับ ถ้ายังคงพฤติกรรมเดิมที่เป็นต้นเหตุ การปรับพฤติกรรม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดูแลท่าทางในชีวิตประจำวันคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไม่กลับมาเป็นซ้ำ

สรุป Key Takeaway

[1] ปวดต้นคอที่ "ร้าวลงสะบัก ลงไหล่ ลงแขน หรือมีอาการชา" ไม่ใช่อาการปวดธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทคอถูกกดทับ

[2] สาเหตุหลักคือ หมอนรองกระดูกคอเสื่อมหรือปลิ้น และกระดูกงอกตามอายุที่มากขึ้น

[3] Spurling test และ MRI กระดูกคอ คือเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัย

[4] 75-90% ของคนไข้ "ไม่ต้องผ่าตัด" อาการดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรม กายภาพบำบัด ยา และ ultrasound-guided injection

[5] สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ คือ อ่อนแรงชัดเจน ชาทั้งสองข้าง เดินเซ หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#ปวดต้นคอ #หมอนรองกระดูกคอเสื่อม #ปวดร้าวลงสะบัก #ปวดร้าวลงไหล่ #ชาปลายนิ้ว #กระดูกคอกดทับเส้นประสาท #รักษาปวดคอไม่ผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #ปวดคอเรื้อรัง #CervicalRadiculopathy #NeckPain #CervicalDiscDisease #UltrasoundGuidedInjection #SpineHealth

―――――――――――――――――――――――

เอกสารอ้างอิง

[1] Bono CM, Ghiselli G, Gilbert TJ, Kreiner DS, Reitman C, Summers JT, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of cervical radiculopathy from degenerative disorders. Spine J. 2011;11(1):64-72. doi:10.1016/j.spinee.2010.10.023

[2] Iyer S, Kim HJ. Cervical radiculopathy. Curr Rev Musculoskelet Med. 2016;9(3):272-80. doi:10.1007/s12178-016-9349-4

[3] Childress MA, Becker BA. Nonoperative management of cervical radiculopathy. Am Fam Physician. 2016;93(9):746-54.

[4] Liang L, Feng M, Cui X, Zhou S, Yin X, Wang X, et al. The effect of exercise on cervical radiculopathy: a systematic review and meta-analysis. Medicine (Baltimore). 2019;98(45):e17733. doi:10.1097/MD.0000000000017733

[5] Plener J, Csiernik B, To D, da Silva-Oolup S, Hofkirchner C, Cox J, et al. Conservative management of cervical radiculopathy: a systematic review. Clin J Pain. 2023;39(3):138-46. doi:10.1097/AJP.0000000000001092

Comments

Popular posts from this blog

ปวดคอเรื้อรัง... แค่ "หยุด" 5 พฤติกรรมนี้ แล้วทำ 2 ท่าบริหารง่ายๆ ก่อนกระดูกคอจะเสื่อมถาวร!

ทำไม "ขับรถนานๆ" แล้วปวดคอ? วิธีปรับเบาะและหมอนรองหัวในรถที่ถูกต้อง

ปวดคอ… หมอนรองกระดูกคอเสื่อม ต้องปรับพฤติกรรมอย่างไรให้ดีขึ้น?