"แค่ปวดเมื่อย หรือกำลังทำร้ายคอตัวเอง?" 5 นิสัยอันตรายที่คนวัยทำงานทำจนชิน!
"แค่ปวดเมื่อย หรือกำลังทำร้ายคอตัวเอง?" 5 นิสัยอันตรายที่คนวัยทำงานทำจนชิน!
"หมอเก่งคะ ช่วงนี้ป้าปวดคอหนักมาก ร้าวขึ้นไปถึงหัว บางทีก็ลงไปที่บ่า ปวดจนสมาธิทำงานหายหมดเลยค่ะ ทั้งที่ป้าก็ไม่ได้อุบัติเหตุอะไรนะ"
เคสนี้เป็นพนักงานออฟฟิศวัย 45 ปีที่มาหาผมด้วยอาการปวดคอเรื้อรังครับ พอผมลองให้เธอสาธิตท่านั่งทำงานและท่าเล่นมือถือดู ผมก็พบคำตอบทันที อาการปวดของคุณน้าไม่ได้มาจากอุบัติเหตุครับ แต่มาจาก "นิสัยเล็กๆ" ที่ทำสะสมมานับสิบปี จนหมอนรองกระดูกคอเริ่มประท้วง
คนวัยทำงานหลายคนกำลังจ่ายค่าตอบแทนความสำเร็จด้วย "สุขภาพคอ" โดยไม่รู้ตัวครับ วันนี้หมอเลยอยากชวนมาสำรวจ 5 นิสัยอันตรายที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ทำร้ายคอเราอย่างรุนแรงครับ
1. นิสัย "คอยื่น" (Text Neck Syndrome)
ลองสังเกตตัวเองดูครับ เวลาเราจดจ่อกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือก้มอ่านเอกสาร หัวของเราจะค่อยๆ ยื่นไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ
ความจริงที่น่ากลัว: โดยปกติหัวคนเราหนักประมาณ 5 กิโลกรัมครับ แต่ทุกๆ 1 นิ้วที่หัวยื่นไปข้างหน้า กล้ามเนื้อคอต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่าตัว! ถ้าคุณยื่นคอไป 2 นิ้ว คอคุณต้องแบกน้ำหนักเท่ากับมี "เด็กทารก" มานั่งขี่คออยู่ตลอดเวลา 8 ชั่วโมงที่ทำงาน คิดดูครับว่ากล้ามเนื้อจะล้าขนาดไหน
2. นิสัย "หนีบโทรศัพท์" ด้วยไหล่
หลายคนชอบทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) มือพิมพ์งานแต่หูก็คุยโทรศัพท์ โดยการเอียงคอไปหนีบมือถือไว้กับหัวไหล่
ทำไมถึงอันตราย: ท่านี้ทำให้กล้ามเนื้อคอฝั่งหนึ่งถูกยืดออกอย่างผิดธรรมชาติ ในขณะที่อีกฝั่งถูกกดทับอย่างรุนแรง เส้นประสาทบริเวณต้นคออาจถูกรบกวนจนเกิดอาการปวดแปล๊บ หรือชาลงแขนได้ในระยะยาวครับ ถ้าต้องคุยนานๆ หมอแนะนำให้ใช้หูฟังจะปลอดภัยกว่ามากครับ
3. นิสัย "นอนหนอน" (หนุนหมอนสูงเกินไป)
บางคนชอบนอนดูซีรีส์บนเตียงโดยใช้หมอนหลายใบหนุนให้หัวตั้งโด่ หรือนอนหนุนแขนโซฟาที่แข็งและสูง
ผลเสียที่ตามมา: การทำแบบนี้ทำให้กระดูกคอถูกดัดให้อยู่ในท่า "ก้ม" ตลอดทั้งคืนครับ หมอนรองกระดูกคอจะถูกกดทับด้านหน้า และผลักให้ไส้ข้างในปลิ้นไปด้านหลัง ซึ่งเป็นทางผ่านของเส้นประสาทพอดี ตื่นมานอกจากจะ "คอตกหมอน" แล้ว ยังเสี่ยงหมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยด้วยครับ
4. นิสัย "บิดคอ" ให้มีเสียงดัง ก๊อกๆ
เวลาเมื่อย หลายคนชอบสบัดคอ หรือบิดคอแรงๆ จนเกิดเสียงดังเพื่อความสะใจและรู้สึกโล่ง
คำเตือนจากหมอ: เสียงก๊อกที่เกิดขึ้น คือเสียงของลมในข้อต่อหรือการเสียดสีของข้อต่อครับ การสะบัดแรงๆ บ่อยครั้งจะทำให้ "เอ็นยึดข้อต่อ" หลวมครับ พอเอ็นหลวม กระดูกคอก็จะขาดความมั่นคง ทำให้กล้ามเนื้อต้องเกร็งตัวหนักกว่าเดิมเพื่อพยุงคอไว้ กลายเป็นปวดเรื้อรังหนักกว่าเดิม และอาจทำให้กระดูกงอกมาทับเส้นประสาทได้เร็วขึ้นด้วยครับ
5. นิสัย "นั่งแช่" ไม่เปลี่ยนท่า
การนั่งท่าเดิมนานเกิน 1 ชั่วโมง โดยไม่ขยับเลย คือศัตรูตัวฉกาจของหมอนรองกระดูกครับ
กลไกของร่างกาย: หมอนรองกระดูกไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงโดยตรงครับ มันอาศัย "การขยับ" เพื่อดึงสารอาหารและน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงเหมือนฟองน้ำที่ถูกบีบเข้าออก ถ้าเรานั่งนิ่งๆ นานๆ หมอนรองกระดูกจะขาดสารอาหาร แห้งกรอบ และเสื่อมสภาพเร็วขึ้นครับ
แนวทางการตรวจและรักษา: เริ่มที่ตัวเองก่อนสาย
หากคุณมีอาการปวดคอเรื้อรังจากการทำนิสัยเหล่านี้ หมอแนะนำดังนี้ครับ:
- การตรวจเบื้องต้น: หมอจะเช็กช่วงการเคลื่อนไหวของคอ และดูว่ามีจุดกดเจ็บตรงไหน
- การรักษาแบบไม่ใช้ยา: เริ่มจากการ "ปรับ Ergonomics" หรือจัดโต๊ะทำงานให้เหมาะสม หน้าจอต้องอยู่ที่ระดับสายพอดี หลังตรง ไหล่ไม่ห่อ
- การยืดเหยียด: หมอแนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกทุก 50 นาที เพื่อลุกขึ้นบิดขี้เกียจและยืดกล้ามเนื้อคอเบาๆ
- การรักษาด้วยเทคโนโลยี: หากปวดมาก การใช้เครื่อง PMS (คลื่นแม่เหล็กบำบัด) หรือการทำ High Power Laser สามารถช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อชั้นลึกได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวครับ
พยากรณ์โรค: ปรับวันนี้ ดีกว่าผ่าวันหน้า
ความโชคดีของโรคปวดคอจากนิสัยคือ "มันย้อนกลับได้" ครับ ถ้าเราเริ่มปรับนิสัยตั้งแต่วันที่ยังมีแค่ความเมื่อยล้า มวลกระดูกและหมอนรองกระดูกจะยังไม่เสียหายถาวร แต่ถ้าปล่อยจน "ชาลงแขน" หรือ "แขนอ่อนแรง" นั่นแปลว่าโครงสร้างเริ่มพังแล้ว การรักษาจะยากขึ้นและอาจต้องใช้เวลานานครับ
สรุป
สุขภาพคอที่ดี เริ่มต้นที่ "สติ" ในการจัดท่าทางครับ เลิกยื่นคอ เลิกหนีบโทรศัพท์ และหมั่นขยับตัวบ่อยๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถทำงานได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องแบกความปวดกลับบ้านทุกวันครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดคอ #ออฟฟิศซินโดรม #หมอนรองกระดูกคอเสื่อม #พนักงานออฟฟิศ #ปวดบ่าไหล่ #หมอเก่ง #สุขภาพวัยทำงาน #รักษาไม่ผ่าตัด
References
- Fares J, et al. Musculoskeletal neck pain in children and adolescents: Risk factors and complications. Surg Neurol Int. 2017;8:72. (อธิบายถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อความปวดของคอ)
- Hansraj KK. Assessment of stresses in the cervical spine caused by posture and position of the head. Surg Technol Int. 2014;25:277-9. (งานวิจัยชื่อดังที่วัดน้ำหนักที่กดลงบนคอเมื่อเรายื่นคอไปข้างหน้าในองศาต่างๆ)
- Ariëns GA, et al. Physical risk factors for neck pain. Scand J Work Environ Health. 2001;27(1):25-32. (รวบรวมปัจจัยเสี่ยงทางกายภาพในที่ทำงานที่ทำให้เกิดอาการปวดคอเรื้อรัง)
- Cagnie B, et al. Individual and work related risk factors for neck pain among office workers: a cross sectional study. Eur Spine J. 2007;16(5):679-86. (วิเคราะห์พฤติกรรมการนั่งทำงานที่ส่งผลต่อโรคกระดูกคอในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ)
- Kim DH, et al. Relationship between smartphone addiction and common neck and shoulder symptoms in high school students. J Phys Ther Sci. 2015;27(6):1861-4. (ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการก้มใช้สมาร์ทโฟนกับอาการปวดคอและบ่า)
Comments
Post a Comment